ReadyCheckGo

37

โรคภูมิแพ้ หนึ่งในโรคยอดนิยมที่เป็นกันมากทั่วโลก สามารถพบได้ทุกเพศ และเกือบจะทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยทำงาน อัตราการเกิดโรคภูมิแพ้ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยสาเหตุไม่ว่าจะเป็นภาวะเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ การเผชิญกับมลพิษ ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมและกระตุ้นการเกิดโรคภูมิแพ้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ ไม่เพียงช่วยให้สังเกตอาการเบื้องต้นได้ ยังหมายถึงการดูแลป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสมด้วยค่ะ

 

โรคภูมิแพ้ คืออะไร?

 

โรคภูมิแพ้ เกิดจากการตอบสนองของร่างกายที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการผิดปกติกับอวัยวะที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันและความรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคลต่างกัน

 

ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น 3 – 4 เท่า หากเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลสถิติของสมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทย พบว่า เด็กไทยเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึงร้อยละ 38 และผู้ใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 20 โดยสาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจาก

  • กรรมพันธุ์
  • มลภาวะ
  • สูบบุหรี่
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • สภาพแวดล้อมภายในที่พักอาศัย เช่น เลี้ยงสัตว์ ปูพรม เครื่องปรับอากาศ เป็นแหล่งสะสมฝุ่นละอองและไรฝุ่นชั้นดี เป็นต้น
woman suffering from allergy full shot

อาการบ่งบอกโรคภูมิแพ้ ที่สามารถเกิดขึ้นกับร่างกาย

  • ระบบหายใจ มีอาการตั้งแต่น้ำมูกไหล จาม คันจมูก คัดจมูก (คนทั่วไปเรียกว่าโรคแพ้อากาศ) หรืออาจมีอาการรุนแรง เช่น ไอ แน่นหน้าอก มีอาการหอบ ซึ่งเป็นอาการของโรคหืด

    สาเหตุของโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจ
    ส่วนมากเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ โดยในคนไทยส่วนใหญ่มักเกิดจากการแพ้ไรฝุ่น รองลงมาคือ แมลงสาบ ขน และรังแคสัตว์เลี้ยง เช่น แมว สุนัข เกสรพืช หรือเชื้อราในอากาศ “สำหรับในเด็กเล็กๆ การแพ้อาหารเช่น นมวัว ไข่ อาจแสดงอาการออกมาทางระบบหายใจได้ เช่น หายใจครืดคราด เป็นต้น”

     

  • ผิวหนัง เช่น ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) หรือ ผื่นแพ้จากการสัมผัส

    สาเหตุใหญ่ของลมพิษ
    มักเกิดจากอาหารและยา ส่วนผื่นภูมิแพ้ผิวหนังมักเกิดขึ้นในเด็กที่มีพันธุกรรมของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว อาจเกิดจากการแพ้อาหาร เช่น นมวัว ไข่ ซึ่งทำให้เกิดผื่น โดยมักเกิดบริเวณแก้มในเด็กเล็กหรือข้อพับในเด็กโต

     

  • ระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาการปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเป็นมูกเลือด

    สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินอาหาร
    เกิดจากการแพ้อาหาร

     

ระบบอื่นๆ (ที่มักมีอาการรุนแรง) ผู้ป่วยบางรายมีอาการแพ้มาก อาจมีอาการเกิดขึ้นในทุกระบบ เช่น หอบ ลมพิษ ช็อค หรืออาจรุนแรงจนเสียชีวิตภายหลังจากการกินอาหารบางชนิด เช่น กุ้ง ถั่วลิสง ฯลฯ หรือภายหลังได้รับยา เช่น เพนิซิลลิน

hand doctor holding blood test tube during covid 19 outbreak

ตรวจภูมิแพ้โดยการเจาะเลือดเป็นอย่างไร?

การตรวจภูมิแพ้ด้วยวิธีนี้เป็นการเจาะเลือดหาภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ โดยการนำตัวอย่างเลือดไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิดภายในครั้งเดียว ให้ผลการตรวจที่มีความแม่นยำสูงมาก เพื่อให้สามารถยืนยันสาเหตุการแพ้ได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม

ประเภทสารก่อภูมิแพ้

  1. สารก่อภูมิแพ้ทางอากาศ เช่น ไรฝุ่นบ้าน แมลงสาบ รังแคสุนัขและแมว หญ้าและวัชพืช สปอร์เชื้อรา เป็นต้น
  2. สารก่อภูมิแพ้ในอาหาร เช่น นมวัว ถั่วเหลือง ไข่แดง ไข่ขาว แป้งสาลี อาหารทะเล เป็นต้น

 

ภูมิแพ้อาหาร กับ ภูมิแพ้อาหารแฝง ต่างกันอย่างไร

  • ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy)

ส่วนใหญ่จะแสดงอาการแบบเฉียบพลัน อาจเกิดแบบทันทีหรือภายใน 2-4 ชั่วโมงหลังได้รับสารประกอบที่ทำให้แพ้ คือ เมื่อเราทานอาหารสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไป ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะแสดงปฏิกิริยาต่อต้านออกมาในรูปแบบของผื่นลมพิษ บวมที่บริเวณตาหรือปาก แน่นหน้าอก หายใจลำบาก จนอาจถึงขั้นหมดสติ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

 

  • ภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance)

หรือการแพ้อาหารแบบเรื้อรัง เป็นการแพ้ที่เกิดจากภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยร่างกายจะสร้างอิมมูโนโกบูลินชนิดจี (Immunoglobulin G) ออกมา ซึ่งเป็นคนละชนิดกับการแพ้อาหารแบบเฉียบพลัน ส่วนมากอาการที่แสดงออกมาจะไม่รุนแรง มักจะไม่แสดงอาการในทันทีทันใด แต่จะแสดงอาการก็ต่อเมื่อมีการทานอาหารชนิดนั้นในปริมาณมาก หรือทานบ่อยๆ ซ้ำๆ และอาการส่วนใหญ่มักเกิดหลังทานอาหารแล้วอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

 

 

 

 

ภูมิแพ้อาหารแฝง ตรวจได้อย่างไร

สามารถทำได้โดยการตรวจจากเลือด ซึ่งจะต้องมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินก่อน เพราะอาจจะเป็นโรคหรือภาวะอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภูมิเเพ้อาหารแฝงก็เป็นได้ การนำเลือดไปตรวจหาสารภูมิต้านทานชนิด อิมมูโนโกลบูลินจี (IgG) ต่อสารแปลกปลอม หรืออาหาร หากภูมิต้านทานตอบสนองต่อสารอาหารที่ทดสอบ โดยผลตรวจจะออกมาเป็นรายการของสารก่อภูมิแพ้ และระดับการแพ้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงอาจไม่ได้ให้ผลแม่นยำ 100% แต่ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยหลีกเลี่ยงอาการผิดปกติของร่างกายได้

 

วิธีการรักษาอาการภูมิแพ้อาหารแฝง ?

วิธีการรักษานั้นปลอดภัย และไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่รักษาภูมิแพ้อาหารแฝงได้โดยปรับการกิน หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่แพ้ประมาณ 6 เดือนก็จะสามารถกลับมาทานอาหารชนิดนั้นได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย หลังจากนั้นสามารถกลับไปรับประทานอาหารนั้นได้ตามปกติ ต่างจากภูมิแพ้อาหารชนิดเฉียบพลัน ที่ไม่สามารถกลับไปรับประทานอาหารชนิดที่แพ้ได้อีก ถึงแม้ว่าจะสามารถกลับไปรับประทานใหม่ได้ ก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และควรรับประทานอาหารให้หลากหลาย เป็นการกระจายความเสี่ยง หากกลับมาทานซ้ำ ๆ หรือทานมากจนเกินไป ก็อาจทำให้ร่างกายกลับมามีปฏิกิริยาต่อต้านอาหารชนิดนั้น ทำให้กลับมาเป็นภูมิแพ้อาหารแบบแฝงอีกได้

 

 

ทำไมต้องตรวจหาสารก่อภูมิแพ้

  1. ทำให้ทราบว่าสารก่อภูมิแพ้ชนิดใดเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เพื่อจะการกำจัดหรือหลีกเลี่ยงได้ตรงชนิด อันนำมาสู่การควบคุมโรคที่ดียิ่งขึ้น
  2. ถ้าจำเป็นต้องรักษาโดยการฉีดหรือกินสารก่อภูมิแพ้ (Immunotherapy) จะได้เลือกฉีดหรือกินได้ตรงชนิด ซึ่งจะทำให้การรักษาได้ผลดี

 

ข้อแนะนำก่อนการตรวจเลือดหาสารก่อภูมิแพ้

– ไม่ควรใช่ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์อย่างน้อย 7 วัน

– ไม่จำเป็นต้องหยุดยาแก้แพ้ชนิด Anti-histamine

– ไม่ต้องงดอาหารและน้ำ สามารถเจาะเลือดตรวจได้ทุกช่วงเวลา

– ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

– ควรสวมเสื้อที่ถอดง่าย สะดวกต่อการเจาะเลือดที่ข้อพับแขน

2
1

แม้ว่าโรคภูมิแพ้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถควบคุมโรคไม่ให้มีอาการหรือมีอาการน้อยที่สุดได้ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในทุกวัน ควรหมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ

 

เพราะฉะนั้นหากมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ ต้องหมั่นสังเกตอาการความผิดปกติของร่างกาย ใส่ใจรายละเอียดการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในแต่ละบุคคลนั้นมีมากมาย ควรรีบตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทราบสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ได้อย่างชัดเจน เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และวางแผนการดูแลรักษาด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่อไปค่ะ

Scroll to Top